พอดีมีน้องคนหนึ่ง สอบถามเข้ามาว่า อยากจะเริ่มแต่ไม่รู้จะเิริ่มยังไงดี และเขาได้ถามว่าบีมพอจะเขียนใส่ word หรือ notepad เกี่ยวกับวิธีการเริ่มได้มั้ย
บีมก็ตอบตกลงเขียนให้ เพราะอยากจะช่วยคนที่เอาจริงเอาจังค่ะ
พอเขียน ๆ ไป ก็คิดว่า ข้อมูลนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ ด้วย ก็เลยขอเอามาลงให้เลยละกันนะคะ
กิจวัตรประจำวัน
• หลังตื่นนอน ถ้าจะให้ดี
ควรจะตื่นไม่เกิน 6 โมงเพราะร่างกายจะสามารถขับ
ของเสียออกจากลำไส้ใหญ่ได้มากที่สุดช่วงตี 5 - 7 โมงเช้า จะทำให้ลดพิษสะสมในลำไส้จากอาหารไม่ย่อย และอาหารที่ถูกย่อยแล้วแต่รอถ่ายออกในลำไส้
• ถ้าทำได้ ให้
ออกกำลังช่วง 6 – 7.30 น. เพราะถือว่าเป็นช่วงปลุกให้เซลล์ตื่น ได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ (อากาศที่ตอนเช้ามีออกซิเจนมากที่สุด) และยังได้รับแสงแดดที่มีระดับความร้อนพอเหมาะกับผิวหนัง จะได้ฆ่าเชื้อโรคตามผิวหนังของเรา ทำให้ลดภาระของตับและไตในการกรองของเสียออกจากเลือด
• กินข้าวเช้าในช่วง 7-9 โมง เพราะกระเพาะจะทำงานย่อยได้มากที่สุดในช่วงนี้ ลำไส้จะได้ไม่แบกภาระในการย่อยต่อไป และอาหารที่ถูกย่อยในช่วงนี้จะมีโมเลกุลเล็กกว่าในช่วงอื่น ทำให้เราได้รับสารอาหารเต็มที่ และช่วยให้ม้ามมีพลังงานสำรองด้วย
• ทำงานตามปกติหลังจากช่วงนี้ โดยทุกครั้งที่รู้สึกตัว ให้หายใจเข้าลึก ๆ ฝึกมองโลกในแง่บวก อยู่ห่าง ๆจากอารมณ์ลบ ๆ คนบ่น คนนินทา ให้พยายามอยู่ในอิริยาบถที่สบาย ไม่เกร็งทุกครั้งที่รู้สึกตัว
• ตอนเย็น ถ้าจะออกกำลังกายให้ออกช่วงประมาณ 4 – 6 โมง เพราะหลังจากนั้น ร่างกายจะต้องการพักผ่อนแล้ว ไม่ควรออกกำลังช่วงดึก
• ดีที่สุดคือเข้านอนก่อน 3 ทุ่ม เพราะเม็ดเลือดแดงจะไม่แตก ทำให้ไม่เป็นภาระแก่ไตในการขับเม็ดเลือดแดงเสียทิ้ง ไตจะได้เอาเวลาไปซ่อมแซมตัวเองและปรับสมดุลฮอร์โมนได้
• ถ้าไม่ได้ ให้เข้านอนก่อน 5 ทุ่ม เพราะพลังหยางที่ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าในทุก ๆ วันนั้นจะเริ่มชาร์จตัวเองตั้งแต่ 5 ทุ่มเป็นต้นไป
ข้อแนะนำเรื่องอาหาร
• หากเป็นสิวมาก อักเสบมาก ควรทำการล้างพิษตับก่อน และเริ่มปั่นน้ำผักกินให้ได้ทุกวัน ถ้าหากไม่ได้ทุกมื้อก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าได้ทุกมื้อ จะสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่า แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า เราได้ทำปัจจัยอื่นควบคู่ไปด้วยมั้ย นั่นคือ อากาศ นอนหลับ อารมณ์ แสงแดด ออกกำลัง (จำง่าย ๆ ว่า น.ส. 4 อ.)
• ถ้าหากไม่สะดวก ให้ดื่มน้ำปั่นผักและล้างพิษตอนเสาร์อาทิตย์ ทำจนกว่าจะดีขึ้น
• ช่วง 2 สัปดาห์แรก ขอให้อดทน กินแต่ผลไม้ และผักที่ไม่ผ่านความร้อน คือกินสด ๆเลย ปอกสด ๆ ไม่ควรปอกทิ้งไว้ เลือกผลไม้ฤทธิ์เย็นเท่านั้น และไม่หวานมากเกินไป
• การดื่มน้ำต้องดื่มให้ถูกต้อง คือ ตื่นเช้ามาดื่มเยอะ ๆ สัก 2-5 แก้ว เป็นน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาก็ได้ จะบีบมะนาวใส่หรือไม่ก็ได้ ถ้าบีบจะช่วยให้ลำไส้ขับของเสียออกมาได้มากขึ้น ช่วงระหว่างวัน ให้เทน้ำใส่แก้ว แล้วจิบเมื่อกระหายไปเรื่อย ๆ อย่าดื่ม ขอให้จิบ เพราะร่างกายจะได้เอาไปใช้ทัน ไม่ใช่ดื่มหมดแก้วก็ออกหมดแก้ว ยังไม่ทันเอาไปใช้เลย
• ถ้าทานอาหารได้ถูกต้อง คือ ไม่ทานอาหารฤทธิ์ร้อน ค่อย ๆเคี้ยวให้ละเอียด หลังจากทาน จะไม่รู้สึกหิวน้ำเลย กว่าจะหิวก็ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งก็ขอให้จิบตามปกติ ยกเว้นแต่ไปเล่นกีฬาค่ะ
• กฎเหล็กของการดื่มน้ำคือ ไม่ดื่มน้ำเย็น เพราะจะทำให้กระเพาะมีประสิทธิภาพลดลง และ 15 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างอาหาร และ 45 นาทีหลังอาหาร ห้ามดื่มน้ำเกิน ½ แก้วเด็ดขาด ทั้งนี้ รวมน้ำซุปและน้ำแกงแล้วนะคะ
• ผลไม้มีน้ำในตัวมันเอง ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมากก็เพราะเหตุนี้ค่ะ ถ้าหากกินผลไม้รสไม่หวาน เราจะไม่ค่อยหิวน้ำ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะมีน้ำจากผลไม้ทดแทนกันอยู่แล้ว
• อาหารที่ไม่ควรกินช่วงรักษาสิว คือ ของมัน ของทอด ของผัด ของปิ้ง ของย่าง ทุกอย่างที่ผ่านไฟ ยกเว้นถ้าทนไม่ได้จริง ๆ ให้กินเป็นผักฤทธิ์เย็นลวกไม่นาน และไฟอ่อนๆได้ค่ะ ห้ามรสจัด ไม่ว่าจะเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขม เนื้อสัตว์ โปรตีน เค้ก ขนมหวาน ของพวกนี้ เพื่อน ๆ ได้พิสูจน์กันแล้วว่า พอไม่กินแล้วสิวอักเสบหายไปค่ะ
- ของมัน ของทอด ทำให้กระเพาะทำงานช้า ย่อยช้า ไปเพิ่มของเสียในลำไส้
- ของปิ้ง ย่าง เป็นอาหารฤทธิ์ร้อนมาก คนเป็นสิวมีภาวะร้อนอยู่แล้ว ยิ่งกินยิ่งเผาผิวตัวเองค่ะ
- ของรสจัดรบกวนระบบย่อยอาหาร
- โปรตีนที่ผ่านไฟ เอ็นไซม์ของเราจำไม่ได้ค่ะ เค้าจะไม่ย่อย พอไม่ย่อย โปรตีนนี้จะมาตกค้างที่ผิวในที่สุด ทำให้ผิวบวมน้ำ และเกิดการอุดตันและอักเสบในที่สุด
- เค้ก ขนมหวาน ไม่มีใยอาหาร เวลาเข้าสู่ร่างกาย จะให้พลังงานเร็วมาก ระดับน้ำตาลจะแกว่งมาก ทำให้มีผลต่อระบบฮอร์โมน จะมีฮอร์โมนที่ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น เซลล์โตเร็วมากขึ้นแต่ว่าติดกันเป็นก้อน ทำให้เกิดการอุดตันและหน้ามันค่ะ
• แต่หากต้องกิน ให้กินตามลำดับดังนี้ ผลไม้ ผัก ผักลวก ข้าว (ไม่ควรกินข้าวกล้องในช่วงรักษาสิวค่ะ เพราะมีฤทธิ์ร้อน ให้กินข้าวขาวแทน) โปรตีนจากพืช (เห็ดฤทธิ์เย็นต่างๆ หรือถั่วต้ม) และสุดท้ายก็เป็นน้ำซุปหรือน้ำแกงที่ไม่มีรสจัดค่ะ ให้เรียงตามนี้ เรียงจากของย่อยง่ายไปยาก ห้ามกินผลไม้หรือผักหลังข้าวหรือน้ำแกงเด็ดขาด เพราะมันจะไม่ถูกย่อย และไม่ตกค้างเป็นพิษแทนที่จะเป็นประโยชน์ค่ะ
• ระหว่างวัน ถ้าหากลมหายใจร้อน ๆ แสดงว่าร่างกายเรามีภาวะร้อน ให้จิบสมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบเตย (ห้ามใส่น้ำตาล) หรือน้ำมะนาว (ห้ามใส่น้ำตาลเช่นกัน) จิบไปเรื่อย ๆจะลดภาวะร้อน และป้องกันการเป็นหวัดได้ค่ะ (หวัดเกิดจากร่างกายขับฤทธิ์ร้อนผ่านหลอดลม และเผาไหม้เซลล์บริเวณนั้น ให้ร่างกายต้องผลิตน้ำเมือกออกมาเพื่อขับฤทธิ์ร้อนออกไป พอผสมกับเชื้อโรค จากน้ำมูกใส ๆจึงกลายเป็นเหลืองและเขียวตามลำดับค่ะ)
• น้ำผึ้งไม่ควรกินเพียว ๆ เพราะจะให้น้ำตาลแก่ร่างกายสูงในทันที ควรเทในผักปั่นในปริมาณพอเหมาะ เพื่อลดการดูดซึมน้ำตาลจากน้ำผึ้งอย่างรวดเร็วอันจะมีผลให้น้ำตาลในเลือดแกว่งมาก และการกินน้ำผึ้งแทนที่จะลดอักเสบกลับเพิ่มการอักเสบค่ะ
สูตรผักปั่นแสนอร่อยมีดังนี้ค่ะ (ลองทำเมื่อคืนค่ะ อร่อยมาก)
- แตงกวา 1 ผล
- มะเขือเทศผลใหญ่ 2 ผล หรือผลเล็ก 4-5 ผล
- คื่นช่าย 2 ต้น (ถ้าใครทนกลิ่นแรงไม่ไหว ก็ลดปริมาณได้ค่ะ)
- ผักสลัด 3-4 ก้าน
- น้ำผึ้งแท้ 2-3 ช้อนโต๊ะ
- มะนาว1 ลูก
- น้ำเปล่าไม่เย็น 1-2 แก้ว
• ปั่นรวมกันทั้งหมด และต้องกินให้หมดในครั้งเดียว ถ้าจะกินใหม่ต้องปั่นใหม่ค่ะ
• ผักและผลไม้ รวมทั้งอาหารทั้งหมดเลือกเฉพาะฤทธิ์เย็น หรือฤทธิ์เย็นที่ผ่านไฟอ่อนและไม่นาน จนกว่าอาการสิวจะหายดี
• การกินผลไม้ทั้งผลดีกว่าการดื่มน้ำคั้น เพราะในน้ำคั้นมักจะไม่มีใยอาหารแล้ว มีแต่น้ำตาล การดื่มน้ำผลไม้ไม่ว่าจะบรรจุกล่อง ขวดหรือคั้น(โดยคัดเอาใยอาหารออกหมด) จะไม่ทำให้สิวดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะระดับน้ำตาลจะแกว่งมาก ใยอาหารในผลไม้ทั้งผล จะทำให้การดูดซึมน้ำตาลไปใช้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่ง
ขอย้ำ ช่วงควรกินอาหาร คือ 7-9 โมง ช่วงไม่ควรกินอาหารคือ บ่ายโมงถึงบ่าย 3 เพราะลำไส้เล็กจะได้มีเวลาย่อยอาหารจากตอนเช้าหรือช่วงกลางวันได้เต็มที่ ไม่ตกค้างเป็นพิษ ร่างกายจะได้เอาไปใช้ได้หมด และอีกช่วงที่ไม่ควรกินอาหารหนัก คือ หลัง 6 โมงเป็นต้นไป เพราะแทนที่ร่างกายจะได้พัก เอาพลังงานไปซ่อมแซมตัวเอง กลับต้องมาย่อยอาหารในลำไส้อีก
อวัยวะต่างๆ จะสึกหรอเร็ว เพราะไม่ได้ถูกฟื้นฟูในแต่ละวัน
สำคัญอีกข้อ ห้ามดื่มน้ำเกิน ½ แก้ว ช่วงก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างอาหารและหลังอาหาร 45 นาที เพราะมันจะไปลดประสิทธิภาพของระบบย่อย เกิดของเสียในลำไส้มากขึ้น แทนที่อาหารจะเป็นประโยชน์กลับเป็นพิษ